
เนื่องจากในวันที่ 26 เมษายน ทาง Apple ได้มีการอัปเดต iOS และ iPadOS เวอร์ชันใหม่ให้เป็นเวอร์ชัน 14.5 ซึ่งหนึ่งในฟีเจอร์หลัก ๆ ที่ได้รับความสนใจกันอยู่ในตอนนี้ก็คือ App Tracking Transparency หรือชื่อภาษาไทย คือ ความโปร่งใสในการติดตามของแอป โดยอธิบายการทำงานคร่าว ๆ ของฟีเจอร์นี้ก็คือ การที่ผู้ใช้งานของ Apple สามารถเลือกที่จะปิดการติดตามข้อมูลของแอปต่าง ๆ ในเครื่องได้ ไม่ให้ส่งข้อมูลกลับไปที่ Server ของแอปนั้น ๆ ซึ่งสามารถเข้าไปอ่านแบบเจาะลึก จัดหนักจัดเต็มได้ที่บทความก่อนหน้าของเรา Impact of Apple's App Tracking Transparency on Advertisers
จากการอัปเดตเจ้าปัญหาของ Apple ทำให้นักการตลาดต้องปรับเปลี่ยนวิธีการทำการตลาด เนื่องจาก ความแม่นยำในการทำการตลาดของแต่ละแพลตฟอร์มนั้นลดลงอย่างมากและต้องปรับเปลี่ยนมาเป็นการทำการตลาดแบบ Organic หรือ Inbound Marketing มากขึ้นเพื่อให้นักการตลาดมีข้อมูลของลูกค้าอยู่ในมือเอง ซึ่งหนึ่งในเครื่องมือที่จะช่วยในการแก้ปัญหานี้ก็คือ Shopify ที่สามารถสร้างเว็บไซต์ eCommerce ได้อย่างง่ายและยังมีระบบการจัดการหลังร้านที่ดีอีกด้วย และวันนี้ Sphere Agency จะพาคุณมารู้จักว่า Shopify คืออะไร เพื่อให้พวกเราพร้อมสำหรับการปรับตัวให้เร็วที่สุด
Shopify คืออะไร?
Shopify คือ แพลตฟอร์มสำหรับการสร้างเว็บไซต์ eCommerce หรือเว็บขายของออนไลน์ ที่มีความเป็นมิตรต่อผู้ใช้งาน เนื่องด้วย Theme ของทาง Shopify ที่เน้นไปที่ความสวยงามของเว็บไซต์ จึงทำให้ลูกค้ามีประสบการณ์ในการใช้งานเว็บไซต์ที่ดี และความเร็วในการโหลดหน้าเว็บที่รวดเร็ว ส่งผลให้มีการกลับมาใช้งานซ้ำมากกว่าเว็บที่ดูยากหรือโหลดหน้าเว็บช้า
Feature หลัก ๆ ของ Shopify
1. สร้างเว็บขายของได้ง่ายและสวยงาม
หลายคนอาจจะรู้กันแล้วว่า Shopify คืออะไร นอกจากจะเป็นแพลตฟอร์มสำเร็จรูปที่ถูกออกแบบมาโดยเฉพาะสำหรับการทำเว็บไซต์ขายของอยู่แล้ว Shopify ก็ยังมี Theme ที่มีความน่ารักสวยงาม สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายยิ่งขึ้น
2. เชื่อมต่อกันทุกด้านทั้ง Online และ Offline
Shopify มีการให้บริการในเรื่องของ POS หรือ Point of Selling ที่จะเข้ามาช่วยในการเก็บข้อมูลทั้งทางหน้าร้านและบนเว็บไซต์ให้ตรงกันและง่ายต่อการจัดการมากยิ่งขึ้น
3. สามารถเพิ่มปุ่ม Buy ใต้ภาพหรือข้อความได้เลย
เราสามารถเพิ่มปุ่มกดสั่งซื้อหรือปุ่มเพิ่มสินค้าได้บนเว็บไซต์อื่น ๆ แม้ว่าจะไม่ใช่เว็บของ Shopify เองก็ตาม เพื่อเพิ่มช่องทางการขายให้กว้างมากยิ่งขึ้น
4. เชื่อมโยงไปยัง Channel อื่น ๆ ได้
เราสามารถลิงก์สินค้าของเราบนหน้าเว็บ Shopify ไปลงที่ Social Media ต่าง ๆ เช่น Facebook, Instagram และ Online Marketplace อื่น ๆ เช่น Amazon หรือ eBay ได้อีกด้วย
5. สามารถทำ Blog, SEO และ Social Media เพื่อเพิ่มยอดการเข้าถึงได้
การทำ Content Marketing ยังคงสามารถทำได้อยู่บนเว็บของ Shopify หรือแม้กระทั่งการโปรโมตบน Social Media และลิงก์กลับมาที่ร้านค้าของคุณ
6. สร้าง Campaign เพื่อโปรโมตสินค้าผ่าน Shopify ได้
มีบริการรองรับในการสร้างแคมเปญต่าง ๆ ด้วยการทำ Email Marketing, Google Ads และ Facebook Ads ได้ในทันทีและสะดวกสบายไม่ยุ่งยาก
7. มี Data Insight ต่าง ๆ ให้ดูในรูปแบบ Dashboard และ
มีหน้าแสดงผลเกี่ยวกับยอดขายและผลตอบรับของแคมเปญ เพื่อสรุปข้อมูลของแคมเปญนั้น ๆ และข้อมูลของลูกค้าทั้งหมด ซึ่งจะช่วยในการที่จะทำให้เราเข้าใจพฤติกรรมต่าง ๆ ของลูกค้าได้มากขึ้น

8. มีระบบการจ่ายเงินที่ง่ายและหลากหลาย และมีระบบการจัดการคลังสินค้าที่ดี
ลูกค้าสามารถเลือกซื้อสินค้าได้ง่ายในคลิกเดียว และมีการจ่ายเงินผ่านบัตรเครดิตต่าง ๆ การจ่ายเงินตามแต่ละพื้นที่ รวมไปถึงการจ่ายเงินแบบเร่งด่วน พร้อมด้วย Third-party Payment มากกว่า 100 ราย และมีการจัดการคลังสินค้าแบบรวมเป็นส่วนกลางพร้อมการเก็บข้อมูลการติดต่อและประวัติการสั่งซื้อของลูกค้า
ข้อดีที่ช่วยแก้ปัญหาเรื่อง Data ของลูกค้า
จากอัปเดต ATT ของทาง Apple ที่ไม่ให้ข้อมูลลูกค้าแก่แอปต่าง ๆ อย่างเช่น Facebook ทำให้การตลาดออนไลน์แบบปัจจุบันไม่สามารถคงประสิทธิภาพไว้ได้เท่าเดิม เนื่องจากจะไม่มี Data ที่สามารถนำมาใช้งานได้ ซึ่งการแก้ปัญหานี้ก็คือการที่เราต้องมีฐานข้อมูลของลูกค้าเป็นของตัวเอง ซึ่งการที่เรามีการสร้างเว็บไซต์เป็นของตัวเองนั้นจะทำให้เราสามารถเก็บข้อมูลลูกค้าที่เข้ามาใช้บริการไว้ที่เราได้โดยตรง โดยที่ไม่ต้องผ่าน Third-party อื่น ๆ เพื่อนำข้อมูลมาใช้เหมือนในปัจจุบัน ซึ่งจะมีการแก้ปัญหาในแบบอื่น ๆ อีกที่เรายังไม่ได้พูดถึงกันในวันนี้ เช่น การแชร์ฐานข้อมูลกันของหลาย ๆ บริษัท เป็นต้น
คำถามที่พบบ่อย
Shopify ช่วยอะไรได้บ้าง?
Shopify เป็นซอฟต์แวร์แบบสมัครสมาชิกที่ช่วยให้ผู้ใช้ทุกคนตั้งค่าร้านค้าออนไลน์และขายสินค้าของแบรนด์ได้ หากคุณกำลังมองหาวิธีที่จะเริ่มต้นธุรกิจในฝันของคุณอย่างรวดเร็ว และเริ่มขายให้กับลูกค้าของคุณได้ทุกที่ ก็ไม่ต้องมองหาที่ไหนไกล
Shopify เหมาะกับมือใหม่ไหม?
Shopify เป็นวิธีที่ง่ายที่สุดวิธีหนึ่งที่ช่วยให้ผู้เริ่มต้นและเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กสามารถตั้งค่าและเปิดร้านค้าออนไลน์ได้ แม้จะไม่มีประสบการณ์หรือความรู้ด้านการเขียนโปรแกรมมาก่อนสามารถสร้างร้านค้าออนไลน์ได้อย่างง่ายดาย
Shopify เหมาะสำหรับการทำ eCommerce ไหม?
โดยรวมแล้ว Shopify เป็นหนึ่งในแพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซที่ดีที่สุดในตลาดตอนนี้ โดยเฉพาะสำหรับธุรกิจขนาดใหญ่ โดยแพลตฟอร์สนี้จะช่วยให้ผู้คนสร้างร้านค้าออนไลน์ของตนเองด้วยฟีเจอร์ในตัวนับร้อยและแอปมากมาย
ข้อเสียของ Shopify Website มีอะไรบ้าง?
ผู้ใช้บางคนที่เกี่ยวข้องกับการตลาดเนื้อหาถูกปฏิเสธโดยความสามารถในการเขียนบล็อกที่ไม่ดี การตลาดเนื้อหามีความสำคัญเนื่องจากช่วยเพิ่มการเข้าชมแบบออร์แกนิก ให้ความรู้แก่ลูกค้า ปรับปรุงการพิสูจน์ทางสังคม และทำให้แบรนด์เติบโต แม้ว่า Shopify จะมีฟีเจอร์บล็อก แต่ก็เป็นพื้นฐานอย่างยิ่งเมื่อเทียบกับแพลตฟอร์มการสร้างเว็บไซต์อื่นๆ ในตลาด
หากไม่มีเงินจะใช้ Shopify ได้ไหม?
Shopify เป็นหนึ่งในหลาย ๆ แพลตฟอร์มที่คุณสามารถใช้เพื่อเริ่มต้นธุรกิจดรอปชิปโดยไม่ต้องลงทุนเงินเลย แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ไม่มีสิ่งใดที่ฟรีอย่างสมบูรณ์และตลอดไป แต่ไม่ว่าอย่างไรคุณสามารถเริ่มต้นใช้งาน Shopify ได้ฟรี
มีวิธีสร้างเนื้อสร้างตัวบน Shopify ได้อย่างไรบ้าง?
ในบางกรณี คุณไม่จำเป็นต้องขายอะไรเลยเพื่อสร้างรายได้บน Shopify คุณสามารถสร้างรายได้จากทุกการอ้างอิงที่ประสบความสำเร็จที่คุณทำกับแพลตฟอร์ม ยิ่งคุณรวบรวมผู้ขายได้มากเท่าใด คุณก็จะได้รับมากขึ้นเท่านั้น
ใครเป็นเจ้าของ Shopify อยู่ในตอนนี้?
แพลตฟอร์มอีคอมเมิร์ซนี้ถูกซื้อกิจการโดย Amazon อย่างเงียบ ๆ ในเดือนมกราคม ก่อนหน้านี้ Amazon ให้บริการคล้ายกับ Shopify ซึ่งเรียกว่า Amazon Webstore ซึ่งอนุญาตให้ธุรกิจขนาดเล็กเปิดร้านค้าออนไลน์ที่สร้างจากเทคโนโลยีของ Amazon

ต้องการตัวช่วยในการสร้างเว็บไซต์ผ่าน Shopify ไหม?
ดูบริการการตลาดอีคอมเมิร์ซของเรา
ในเมื่อรู้แล้วว่า Shopify คืออะไร และสำคัญกับธุรกิจของคุณมากแค่ไหน ถ้าหากธุรกิจของคุณกำลังมองหาความช่วยในการทำ Shopify Website เพื่อช่วยในการขายสินค้า ทีมงาน Sphere Agency พร้อมช่วยคุณออกแบบและวางระบบการขายสินค้าผ่าน Shopify เพื่อเพิ่มยอดขายและถือฐานข้อมูลของลูกค้าไว้ที่ตัวเอง ดูรายละเอียดบริการของเราได้ที่ Shopify Development และถ้าหากสนใจ ติดต่อเรา มาได้เลย!
เปิดร้านออนไลน์แล้ว ขั้นต่อไปคือการติดอันดับค้นหา อ่าน คู่มือ SEO อีคอมเมิร์ซไทย เพื่อดันหน้าสินค้าและหน้าหมวดหมู่.
ทำไม Shopify ถึงเป็นตัวเลือกยอดนิยมสำหรับอีคอมเมิร์ซไทย
Shopify ครองส่วนแบ่งตลาด e-commerce platform ระดับโลกมากกว่า 30% ในไทย แบรนด์ D2C (Direct-to-Consumer) จำนวนมากหันมาใช้ Shopify เพราะติดตั้งง่าย ไม่ต้องการนักพัฒนา และมี ecosystem ที่ครบครัน ตั้งแต่ payment gateway ไปจนถึงระบบจัดส่ง
ค่าใช้จ่าย Shopify สำหรับธุรกิจไทย
Basic Plan: $29/เดือน (~฿1,000) สำหรับธุรกิจเริ่มต้น รับชำระ 2 staff accounts
Shopify Plan: $79/เดือน (~฿2,700) เหมาะธุรกิจที่เติบโตแล้ว มี gift cards และ professional reports
Advanced Plan: $299/เดือน (~฿10,000) สำหรับธุรกิจขนาดกลาง-ใหญ่ มี advanced report builder
ค่าธุรรมเนียมธุรกรรม: 0.5-2% ถ้าไม่ใช้ Shopify Payments (ซึ่งยังไม่รองรับไทย)
การตั้งค่า Shopify สำหรับตลาดไทย
Payment Gateway ที่รองรับในไทย
เนื่องจาก Shopify Payments ยังไม่รองรับไทย ต้องใช้ third-party gateway เช่น 2C2P, PaySolutions, Omise (Opn Payments) หรือ Stripe ค่าธรรมเนียมอยู่ที่ 2.5-3.5% ต่อ transaction

การเชื่อมต่อกับ Marketplace ไทย
Shopify สามารถ sync สินค้าและ order กับ Lazada และ Shopee ผ่าน app connector ช่วยจัดการ inventory จากที่เดียวและไม่ต้องป้อนข้อมูลซ้ำ ดูรายละเอียดเพิ่มเติมที่ การเปรียบเทียบ WooCommerce vs Shopify
Shopify App ที่แนะนำสำหรับธุรกิจไทย
SEO Manager: ช่วย optimize หน้าสินค้าสำหรับ Google Search
Klaviyo / Omnisend: Email marketing automation สำหรับ retargeting ลูกค้า
Judge.me: ระบบรีวิวสินค้าที่ช่วยเพิ่ม conversion
Trackr / AfterShip: ระบบ tracking การจัดส่งที่รองรับ carrier ไทย
คำถามที่พบบ่อย
Shopify เหมาะกับธุรกิจขนาดไหน?
Shopify เหมาะกับทุกขนาดตั้งแต่ startup จนถึงองค์กรขนาดใหญ่ (ผ่าน Shopify Plus) จุดเด่นคือ scale ได้ง่ายโดยไม่ต้อง migrate platform ใหม่เมื่อธุรกิจเติบโต
Shopify เหมาะกับธุรกิจแบบไหนในไทย
Shopify เหมาะกับธุรกิจที่ต้องการเปิดร้านเร็ว มีระบบชำระเงินพร้อม ใช้งานง่าย และไม่อยากดูแลระบบเองมาก โดยเฉพาะแบรนด์ D2C, fashion, beauty และ lifestyle ที่ต้องการ scale เร็ว
ข้อดีที่ชัดสำหรับเจ้าของธุรกิจ
เปิดร้านเร็ว: ไม่ต้อง build ระบบจากศูนย์
มี app ecosystem: เพิ่มฟีเจอร์ได้ตามการเติบโต
รองรับ international scale: หลายภาษา หลายสกุลเงิน
ถ้ากำลังชั่งใจระหว่างแพลตฟอร์ม ดู WooCommerce vs Shopify และ WordPress vs Shopify vs Framer




