
ตั้งแต่การระบาดของไวรัสโควิดในปี 2026 ซึ่งส่งผลกระทบต่อทุกอย่าง ตั้งแต่การเดินทางระหว่างประเทศไปจนถึงการทำธุรกิจ หลายบริษัทเองก็ได้เปลี่ยนไปใช้งานจากระยะไกลเพื่อลดความแออัดและช่วยรักษาสมดุลของชีวิตการทํางานสําหรับพนักงาน
ในขณะที่บางส่วนอาจฝันถึงการได้นั่งทำงานสบาย ๆ ในบ้านแสนอบอุ่นของตัวเอง มีเวลานอนมากขึ้นอีกนิด ไม่ต้องเดินทางไปเข้าออฟฟิศเบียดเสียดผู้คนบนขนส่งสาธารณะ แต่การทำงานแบบ Work From Home ก็เหมือนเป็นดาบสองคม เพราะมันจะยิ่งยากต่อการโฟกัสกับงานที่ต้องทำ (ยอมรับว่าผู้เขียนเองก็ว่อกแว่กอยู่บ่อย ๆ) เพราะระหว่างนั้น กองผ้ามหึมาที่ใส่ทิ้งไว้ก็ดูน่าขนลงไปซักขึ้นมาเสียดื้อๆ หรือไม่ก็แวะไปดูซีรีส์เน็ตฟลิกซ์ที่ดูค้างไว้สักครึ่งชั่วโมง (แต่ก็ไม่เคยจบที่ครึ่งชั่วโมง) การรักษาความขยันทำงานในสภาพแวดล้อมที่บ้านนั้นต้องใช้ความพยายามมากกว่าปกติ และที่มากไปกว่านั้น การกักตัวอยู่คนเดียวก็เป็นอีกปัจจัยใหญ่ที่ทำให้คนที่ปกติต้องเจ๊าะแจ๊ะกับเพื่อนร่วมงานต้องเศร้าซึมกันไปได้ และแน่นอน หลายๆ คนก็ชอบทำงานที่ออฟฟิศมากกว่า
ฉะนั้นก่อนอื่นเลย ขอแนะนำให้คุณนั่งตัวตรง รับประทานอาหารเช้า ใส่ชุดตัวเก่งให้เหมือนออกไปเที่ยวข้างนอก และหลังจากนั้นมีทิปส์อะไรเพื่อช่วยให้คุณจดจ่อกับงานและรักษาสุขภาพจิตในรูปแบบการทำงานนี้ได้บ้างนะ?
หามุมดีๆ ที่นั่งทำงานได้สบาย
พยายามหามุมหนึ่งในบ้าน จัดแจงให้เป็นมุมทำงานโดยเฉพาะ โดยเป็นจุดที่สามารถเข้าทำงานและหนีออกมาได้เมื่อถึงเวลา Clock-out มุมนั้นอาจเป็นโต๊ะทำงานหรือหน้าคอมพิวเตอร์ก็ได้ แต่คงไม่ต้องบอกนะว่าอย่าทำงานบนโซฟา และที่แน่ ๆ คือไม่ใช่บนเตียง
จัดแจงโฮมออฟฟิศ ปิดกลอนใส่ประตู ปิดสิ่งเร้าภายนอกให้หมด ไม่อย่างนั้นลองเลือกร้านกาแฟหรือ Co-working space ที่เงียบสงบ เหมาะกับการทำงานแต่ไม่ถึงกับเคร่งเครียดจนเกินไป แค่ให้พอมีแอร์เย็น ๆ มี WiFi ให้ใช้ ทำงานกันได้แบบชิล ๆ ก็สบายแล้ว
ไม่ห่างเพื่อนคุยแม้ช่วงล็อกดาวน์
แม้ปกติเวลาอยู่ออฟฟิศคุณอาจจดจ่อกับงานได้ง่ายกว่าเมื่อไม่มีเสียงเจ๊าะแจ๊ะของเพื่อนร่วมงานเหมือนแมลงหวี่แมลงวันตอมหู แต่การมีใครสักคนที่สามารถเจ๊าะแจ๊ะพูดคุยระหว่างพักเบรกได้อาจช่วยให้จิตใจไม่ห่อเหี่ยวนัก การปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงานจะช่วยลดความว้าเหว่และผ่อนคลายความตึงเครียดระหว่างวันได้ ดร.ถุย-วี เหวียน จาก Durham University ผู้วิจัยผลกระทบของการอยู่อย่างโดดเดี่ยว คิดว่าผลกระทบทางจิตของการทำงานทางไกลเป็นเวลานานนั้นมักถูกมองข้าม แม้ว่าจะเป็นปัจจัยในการรักษาสุขภาพจิตและการสร้างความสัมพันธ์ในทีมอย่างมากก็ตาม

"เราเป็นสัตว์สังคม เราเคยชินกับการมีปฏิสัมพันธ์กับคนรอบข้าง และมันช่วยสร้างความใกล้ชิดและช่วยให้ทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น" ดร.เหวียนกล่าว
สำหรับการเติมเต็มส่วนที่ขาดหายจากการทำงานทางไกลนั้น ดร.เหวียนแนะนำให้หาเพื่อนร่วมงานที่ทักไปคุยได้เสมอ หรือไม่อย่างนั้น ก็คุยกับเพื่อนที่ทำงานที่อื่นและมีประสบการณ์ร่วมในส่วนนี้ การคุยผ่านวิดีโอคอลก็อาจจะดีกว่าเห็นแค่ข้อความก็ได้นะ
วางแพลนในแต่ละวัน
ดร.เหวียนยังแนะนำอีกว่าเมื่อทำงานคนเดียว ควรวางแผนการทำงานในแต่ละวันให้แน่นหนามากขึ้น

"โดยส่วนใหญ่ โครงสร้างและการรับรู้เวลาของเรานั้นได้รับอิทธิพลจากคนรอบข้าง" เธอกล่าว "เมื่อทำงานที่บ้านคุณจะรับรู้โครงสร้างของแต่ละวันไม่เหมือนปกติ หลายคนอาจรับมือกับมันไม่ได้ ฉะนั้นสิ่งหนึ่งที่เราค้นพบคือการใช้เวลาในแต่ละวันคนเดียวจะง่ายขึ้นหากมันมีระเบียบแบบแผนที่ชัดเจน"
สื่อสารกันมากพอหรือยัง?
ทีมต้องก้าวผ่านการรับส่งอีเมลทางเดียว และใช้เครื่องมือดิจิทัลที่มีในยุคนี้เพื่อจำลองสภาพแวดล้อมการทำงานที่ออฟฟิศมาไว้ที่บ้านให้ได้มากที่สุดและสื่อสารกันได้อย่างชัดเจน
เราขอแนะนำแอปพลิเคชันแชทเช่น Slack, Lark หรือ Discord และแอปประชุมวิดีโออย่าง Zoom หรือ Google Meet ซึ่งมีฟีเจอร์ Screen-sharing ที่ช่วยให้คุยงานได้อย่างราบรื่น
นอกจากนี้ การสื่อสารอย่างทั่วถึงเมื่อทำงานทางไกลจะช่วยรักษาความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และผู้บริหาร และยังเป็นสิ่งสำคัญที่ผู้บริหารต้องสนับสนุนให้พนักงานแสดงความเห็นหรือข้อกังวลที่มีต่อโปรเจกต์ เพื่อไม่ให้พวกเขารู้สึกว่าถูกมองข้ามแค่เพราะไม่ได้อยู่ในกรอบสี่เหลี่ยมห้องเดียวกัน

ระลึกไว้ว่าแต่ละคนมีวิธีทำงานต่างกัน
ผู้บริหารต้องจำไว้ว่าไม่ใช่พนักงานทุกคนที่อยาก Work From Home ในวันนี้ที่หลายบริษัทมีการทำงานแบบ Hybrid ให้พนักงานทำงานที่บ้าน ทุกคนต้องสื่อสารกันให้มากกว่าที่เคยทำเพื่อให้งานแต่ละชิ้นที่ทำร่วมกันอยู่นั้นสำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดี
"หากฝ่ายบริหารบังคับให้ทุกคนทำงานที่บ้าน ก็จะยิ่งเพิ่มความเครียดขึ้นไปอีกชั้นหนึ่งจากที่มีอยู่" ดร.เหวียนกล่าว "การให้ข้อมูลกับพนักงานให้มากเท่าที่ทำได้จะช่วยลดภาระจากการเปลี่ยนผ่านไม่ว่าครั้งไหน ๆ"
ค้นพบบริการการตลาดดิจิทัลครบวงจรของเรา
เทคนิค Work From Home ที่ดีขึ้นในปี 2026
การจัดพื้นที่ทำงาน
แยกพื้นที่ทำงานออกจากพื้นที่พักผ่อนให้ชัดเจน แม้จะเป็นมุมเล็กๆ ก็ช่วยให้สมองแยก "โหมดทำงาน" ออกจาก "โหมดพักผ่อน" ได้ดีขึ้น ลงทุนกับเก้าอี้และโต๊ะที่ ergonomic จะช่วยลดปัญหาสุขภาพระยะยาว
เครื่องมือที่ช่วยทำงานร่วมกัน
ใช้เครื่องมือ collaboration อย่าง Slack, Notion หรือ Google Workspace สำหรับการสื่อสาร video call ใช้ Google Meet หรือ Zoom สำหรับงานที่ต้องการ project management ใช้ Asana หรือ Trello
การรักษา Work-Life Balance
กำหนดเวลาเริ่มและเลิกงานให้ชัดเจน ปิดแจ้งเตือนงานหลังเวลาทำงาน พักเบรกทุก 90 นาที และออกกำลังกายอย่างน้อย 30 นาทีต่อวัน การทำงานจากบ้านที่ดีไม่ได้หมายความว่าทำงานตลอดเวลา
สำหรับ Digital Marketing Team
ทีมการตลาดดิจิทัลที่ทำงานจากบ้านต้องมีระบบ reporting ที่ชัดเจน ใช้ GA4 สำหรับติดตามผลงาน และตั้ง KPI ที่วัดได้ สื่อสารผ่านช่องทางที่ตกลงกันไว้ และมี daily standup สั้นๆ 15 นาทีเพื่อ sync งาน
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ทำงานที่บ้านให้มีประสิทธิภาพต้องเริ่มจากอะไร?
เริ่มจากการสร้าง routine ที่ชัด เช่น เวลาตื่น, เวลาเริ่มงาน และช่วงพัก เพื่อให้สมองแยกโหมดงานกับโหมดบ้านออกจากกัน. ความสม่ำเสมอเล็ก ๆ มักสำคัญกว่าการพยายาม productive ตลอดเวลา.
ควรจัดพื้นที่ทำงานที่บ้านแบบไหน?
ควรมีมุมทำงานที่สบายตา นั่งได้นาน และลดสิ่งรบกวนให้มากที่สุด แม้จะไม่ต้องมีห้องทำงานแยก แต่การมีพื้นที่เฉพาะจะช่วยให้โฟกัสดีขึ้นและเลิกงานได้ง่ายขึ้น.
ทำอย่างไรไม่ให้ WFH แล้วหมดไฟ?
ควรมีขอบเขตเวลางานที่ชัด, พักสายตาเป็นช่วง และหา activity เล็ก ๆ ที่เติมพลังระหว่างวัน เช่น เดิน, ยืดเส้น หรือคุยกับทีม. การทำงานจากบ้านจะยั่งยืนกว่าถ้าคุณออกแบบทั้ง productivity และความสุขไปพร้อมกัน.




