X
Due to the COVID-19 situation, Sphere Agency shifted to work remotely as a digital agency. For New Business, please call +669-8336-2922.
X
X
Due to the COVID-19 situation, Sphere Agency shifted to work remotely as a digital agency. For New Business, please call +669-8336-2922.
X

SEM กับ SEO แตกต่างกันอย่างไร แบบไหนที่ใช่สำหรับแบรนด์คุณ?

Differences Between Sem And Seo: Which Is Right For My BrandDifferences Between Sem And Seo: Which Is Right For My Brand

Search Marketing เป็นกลยุทธ์ที่ดีเยี่ยมสำหรับแบรนด์ที่ต้องการดึงดูดความสนใจของผู้บริโภค และพาธุรกิจเติบโตไปพร้อมๆ กับเว็บไซต์ของบริษัท แต่การตลาดบน Search Engine อาจกลายเป็นเรื่องยาก หากไม่สามารถแยกแยะความแตกต่างระหว่าง SEM กับ SEO ได้

ทั้งสองตัวย่อนี้อาจดูคล้ายคลึงกัน แต่เอาเข้าจริงแต่ละคำนั้นอธิบายรูปแบบการทำ Search Marketing ที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง อย่างไรก็ดี คนส่วนใหญ่ยังเผลอใช้สองคำนี้สลับกันโดยที่ไม่เข้าใจความเชื่อมโยงและความแตกต่างของทั้งคู่อย่างชัดเจน

บทความนี้เราจะมาดูกันว่า SEM กับ SEO มีข้อแตกต่างกันอย่างไร และเหมือนกันในส่วนไหน และต้องโฟกัสอะไรเพื่อให้มีประสิทธิภาพสูงสุด

Search Marketing คืออะไร?

ก่อนจะพูดถึงสองคำนั้น เรามาทำรู้จักกับสาขาของดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งสาขานี้กันก่อน มาพูดถึงคำจำกัดความของ Search Marketing กัน

Search Marketing หมายถึงกลยุทธ์ที่ช่วยให้แบรนด์ดึงดูดความสนใจของผู้บริโภคผ่านทางหน้าผลการค้นหา (SERPs) ของ Search Engine โดยในที่นี้หมายถึงความพยายามในการไต่อันดับและขยายขอบเขตการมองเห็นในหน้าผลการค้นหา เพื่อขับเคลื่อนยอด Traffic ที่เข้าเยี่ยมชมเว็บไซต์หรือ Landing Page ต่าง ๆ

โดย Search Marketing แบ่งออกเป็นสองประเภทหลัก:

SEO คือการทำ Search Marketing แบบ 'Organic' (ไม่จ่ายเงิน)

SEM คือการทำ Search Marketing แบบ 'Paid' (จ่ายเงิน)

แม้ทั้งสองจะแตกต่างกัน แต่จริง ๆ ก็มีความใกล้เคียงและสัมพันธ์กันในหลายส่วน การประยุกต์ใช้กลยุทธ์ทั้งสองจะเป็นประโยชน์ต่อแผนงานดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งในระยะยาว และที่สำคัญ การทำ SEO นั้นจำเป็นสำหรับการทำ SEM อย่างเต็มประสิทธิภาพ

SEO คืออะไร?

SEO ย่อมาจาก Search Engine Optimization คือกระบวนการดึงดูดผู้ใช้เข้าสู่หน้าเว็บที่ต้องการผ่าน SERPs เพิ่มยอด Traffic แบบ Organic หรือก็คือไม่เสียเงินค่าลงโฆษณานั่นเอง โดยรวม SEO นั้นคือการปรับแต่งให้เว็บไซต์สามารถไต่อันดับสูงๆ ใน Search Engine ได้

บริษัทรับทำ SEO ทั่วไปใช้การสร้างคอนเทนต์ที่มีคุณภาพ ปรับแต่งเว็บไซต์แต่ละหน้าด้วยคีย์เวิร์ดต่างๆ และการสร้าง Backlink เป็นต้น SEO หมายรวมถึงกลยุทธ์อันหลากหลายที่ช่วยให้แบรนด์ไต่อันดับ โดยทั่วไปเราแบ่ง SEO ออกเป็น 3 รูปแบบ

ในบทความก่อนหน้านี้เราได้ลงรายละเอียดของ SEO ไปแล้ว ตามไปอ่านเพิ่มเติมได้ที่ SEO คืออะไร? และทำไมถึงสำคัญต่อดิจิทัลมาร์เก็ตติ้งปี 2021

SEM คืออะไร?

SEM ย่อมาจาก Search Engine Marketing (คนละอย่างกับ Search Marketing) โดย SEM รวมถึงการตั้งแคมเปญ Google Ad และปรับแต่งโฆษณาด้วยคีย์เวิร์ด รวมถึงการตั้งบัดเจตที่สามารถจ่ายเพื่อลงโฆษณา กลยุทธ์นี้มักเรียกอีกอย่างว่า Paid Search Ad หรือ Pay-per-click (PPC) Marketing

อย่างไรก็ตาม การปรับแต่งก็อปปี้ในโฆษณาและการวางเป้าหมายต้องเชื่อมโยงกับคีย์เวิร์ดที่ต้องการ ซึ่งจะช่วยให้โฆษณาของคุณปรากฏบนหน้า SERPs ที่เกี่ยวข้อง เพื่อการนั้น มาร์เก็ตเตอร์ที่ต้องการทำ SEM ต้องขยับไปแตะงาน SEO ด้วย เพื่อเสริมแกร่งด้าน Keyword Strategy และการผลิตคอนเทนต์คุณภาพ รวมถึงโฆษณาแบบ PPC เพื่อกำหนดเป้าหมายและดึงดูด Traffic จะบอกว่า SEO เป็นส่วนหนึ่งของ SEM ก็คงไม่ผิดนัก

SEM SEO Differences

สิ่งที่เหมือนกันระหว่าง SEM กับ SEO

ทั้งสองเน้นการแสดงลิงก์ในหน้าผลการค้นหา หนึ่งในเบสิคของทั้งสองคือการตั้งเป้าให้ลิงก์ไปปรากฏที่หน้าแรกเมื่อผู้ใช้ค้นหาคีย์เวิร์ดที่เกี่ยวข้องกับสินค้าหรือบริการที่แบรนด์มีมานำเสนอ

ทั้งสองช่วยดึงดูดผู้บริโภคเข้าไปในเว็บไซต์ เป้าหมายของทั้งสองคือทำให้ผู้ใช้มาเห็นในหน้าผลการค้นหา แต่ที่สำคัญคือการดึงให้ผู้ใช้เหล่านั้นเข้าชมเว็บไซต์ เพิ่มยอด Traffic ทั้งสองมีกลยุทธ์ในการเพิ่ม Click-through-rates (CTR) และให้ผู้ใช้คลิกลิงก์ที่ปรากฏใน Search Engine

ทั้งสองล้วนต้องใช้ความเข้าใจในผู้บริโภค การที่จะประสบความสำเร็จในสาย SEM และ SEO คุณต้องเข้าใจกลุ่มเป้าหมายอย่างดี คุณสามารถศึกษากลุ่มเป้าหมายด้วย Buyer Persona และ Psychographic Segmentation เพื่อเรียนรู้ความต้องการและสิ่งที่พวกเขาค้นหาจริง ๆ จากนั้นจึงจะสามารถผลิตคอนเทนต์ที่พร้อมเสิร์ฟเมื่อพวกเขาค้นหาสิ่งที่เกี่ยวข้องกับแบรนด์

ทั้งสองต้องใช้การทำ Keyword Research เพื่อหาคำที่คนนิยม ขั้นแรกของการทำทั้ง SEM กับ SEO คือกระบวนการ Keyword Research เพื่อวิเคราะห์หาคีย์เวิร์ดที่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมายมากที่สุด ศึกษาทั้งความนิยมของคีย์เวิร์ด และ Keyword Competition เพื่อดูว่าแบรนด์อื่น ๆ นิยมใช้คำไหนกันบ้างเพื่อมาปรับใช้และวิเคราะห์กลยุทธ์ที่จะไปต่อกรกับคู่แข่งในตลาด Search Marketing

ทั้งสองต้องพุ่งเป้าที่คีย์เวิร์ดคำใดคำหนึ่ง ทั้ง SEO กับ SEM ต้องกำหนดคีย์เวิร์ดเป้าหมายที่ได้จากการทำ Keyword Research ก่อนหน้านี้

ทั้งสองต้องทดสอบและปรับแต่งอยู่เสมอ ทั้งการทำ SEO กับ SEM ไม่มีแบบไหนที่แค่ตั้งทิ้งไว้แล้วปล่อยให้ไหลไปเรื่อย ๆ ได้ ต้องมีการทดสอบประสิทธิภาพ ติดตามผล และปรับแต่งเพื่อให้สดใหม่อยู่เสมอ

ข้อแตกต่างระหว่าง SEM กับ SEO

ผลการค้นหา SEM จะแสดงเป็น 'โฆษณา' ผลการค้นหาที่ได้จากการทำ SEO กับ SEM นั้นจะดูไม่เหมือนกัน ลิงก์ที่ทำผ่าน SEM นั้นจะถูกจำแนกเป็นโฆษณา มีสัญลักษณ์ AD ระบุด้านข้าง ในขณะที่ SEO ที่เป็นแบบ Organic จะไม่มีสัญลักษณ์นั้น

ลิงก์ของ SEM จะมีส่วนขยายโฆษณาเพิ่มเติม ที่อาจเติมลิงก์อื่น ๆ เบอร์โทรศัพท์ หรือ CTA แบบอื่น ๆ ส่วนลิงก์ของ SEO จะมี Feature Snippet แทน

คุณต้องจ่ายค่าโฆษณาทุกครั้งที่คนกดลิงก์ SEM ฉะนั้นจึงต้องกำหนดงบที่พร้อมจะจ่ายในการรันแคมเปญช่วงใดช่วงหนึ่ง แต่ไม่ต้องเสียอะไรเมื่อคนคลิกลิงก์ SEO แบบ Organic

โฆษณา SEM จะแสดงผลกับกลุ่มเป้าหมายที่ตั้งไว้เท่านั้น แม้ว่าทั้งการทำ SEO กับ SEM นั้นจะประสบความสำเร็จได้เมื่อมีการเลือกกลุ่มเป้าหมายที่ถูกต้อง แต่การกำหนดให้ผลการค้นหาไปปรากฏแบบเฉพาะเจาะจงต่อกลุ่มเป้าหมายกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งนั้นมีแค่ SEM ที่ทำได้ คุณสามารถเลือกกลุ่มผู้ใช้ด้วยตัวกรองต่าง ๆ เช่น อายุ สถานที่ รายได้ พฤติกรรม ฯลฯ แต่สำหรับ SEO จะไม่สามารถเลือกรายละเอียดเหล่านี้ได้

SEM จะแสดงผลได้เลย แต่ SEO ต้องใช้เวลา ผลการค้นหาแบบ SEM จะไปปรากฏในหน้าผลการค้นหาของผู้ใช้ได้ในทันทีที่เริ่มรันแคมเปญในไม่กี่คลิก และสามารถเลือกเปิด-ปิดแคมเปญได้ตามความเหมาะสม ในขณะที่ผลการค้นหา SEO เป็นสิ่งที่ต้องใช้เวลา อาจเป็นเดือนหรือเป็นปีก่อนที่แบรนด์จะสามารถไต่อันดับใน SERP ได้

SEM เหมาะกับการทดสอบมากกว่า SEO เพราะแคมเปญ SEM สามารถเปิดปิดได้อย่างที่กล่าวไป มันจึงเหมาะกับการทดลองอะไรใหม่ ๆ คุณสามารถลองเขียนก็อปปี้ใหม่ เจาะกลุ่มเป้าหมายใหม่ หรือเปลี่ยนคอนเทนต์ในหน้า Landing Page เพื่อทดสอบประสิทธิภาพของกลยุทธ์ที่ปรับใหม่แล้ว ความยืดหยุ่นนี้ทำให้เห็นความแตกต่างของกลยุทธ์ใหม่ ๆ ได้ทันที แต่สำหรับ SEO อาจต้องใช้เวลานานกว่าที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงใดใด

SEO จะมีค่ามากขึ้นตามกาลเวลา ในขณะที่ SEM นั้นจะมีผลถึงแค่จนกว่าเงินที่ลงไว้จะหมด ทันทีที่หยุดแคมเปญ ผลการค้นหาทั้งหมดก็จะไม่ปรากฏในหน้าจอของผู้ใช้อีกต่อไป แต่ SEO นั้นตรงกันข้าม มันเติบโตและมีผลมากขึ้น ๆ ในระยะยาว

SEO มียอด Click-through rate (CTR) มากกว่า SEM ในกรณีที่สามารถไต่อันดับสูง ๆ ได้นั่นแหละนะ ผลการค้นหาแบบ Organic อันดันต้น ๆ จะมีค่า CTR สูงที่สุด ฉะนั้นหากสามารถไต่ไปถึงอันดับ 1 ได้ก็มีโอกาสทำกำไรได้มากกว่า SEM ด้วยซ้ำ

ต้องเลือกโฟกัสอะไรมากกว่า?

หลังจากที่รู้แล้วว่าความเหมือนและความแตกต่างของทั้งสองมีอะไรบ้าง ทีนี้จะรู้ได้อย่างไรว่า SEO หรือ SEM จะดีกว่าสำหรับแบรนด์ล่ะ แน่นอนว่าอย่างที่เราย้ำแล้วย้ำอีกว่าแผนงาน SEM ที่ประสบความสำเร็จต้องมีพื้นฐาน SEO ที่หนาแน่น ฉะนั้นไม่ใช่ว่าอะไรจะดีไปกว่าอีกอย่าง แต่ทางที่ดีที่สุดคือควรทำไปพร้อม ๆ กันทั้งคู่ แต่นั่นอาจไม่ใช่ทางเลือกที่เหมาะสมนักสำหรับธุรกิจขนาดเล็กหรือสตาร์ตอัปต่าง ๆ ถ้าต้องเลือกจริง ๆ จะเลือกอย่างไหน ก่อนอื่นต้องตอบคำถามเหล่านี้ให้ได้ก่อน

1. เป้าหมายคืออะไร?

ก่อนจะเลือกว่าจะโฟกัส SEO หรือ SEM ขั้นแรกต้องกำหนดเป้าหมายก่อน คิดว่าความสำเร็จคืออะไรในความหมายของธุรกิจคุณ น่าแปลกใจที่คนส่วนใหญ่ยังตอบคำถามนี้ไม่ได้

หลาย ๆ แบรนด์เริ่มทำ SEO กับ SEM เพียงเพราะเสียงลืมเสียงเล่าอ้างว่าเป็นช่องทางที่ดีในการโปรโมทสินค้า แต่ถ้าเป้าหมายของแคมเปญไม่ได้ให้ผลตอบแทนที่แบรนด์ต้องการก็อาจจะกลายเป็นการโยนเงินทิ้งไปก็ได้ จริงอยู่ที่ว่า SEM และ SEO สามารถดึงผู้ใช้ให้เข้าชมเว็บไซต์ได้ แต่ยอด Traffic ที่ได้มานั้นจะไม่มีประโยชน์อะไรถ้าไม่ได้ให้อะไรที่เป็นประโยชน์ต่อธุรกิจ

ถ้าส่วนมากเป้าหมายของแบรนด์คือการสร้าง Brand Awareness และดึง Traffic แต่ไม่จำเป็นต้องสร้างยอดขาย Search Engine Optimization (SEO) จะเหมาะกับคุณมากกว่า แต่ถ้าต้องทำยอดซื้อขายอย่างด่วนละก็ Search Engine Marketing (SEM) คือตัวเลือกที่ดีที่สุด

2. ลูกค้าใหม่ 1 คนมีค่าเท่าไร?

ทั้ง SEO และ SEM เป็นการลงทุนทั้งสิ้น แม้ยอดคลิกแบบ Organic จะดูเหมือน "ฟรี" แต่จริง ๆ ก็ต้องใช้ทุนจำนวนมาก ทั้งเงิน เวลา และแรงกายแรงใจเพื่อให้ได้สักหนึ่งคลิกจาก Search Engine Optimization ฉะนั้น ก่อนจะลงทุนในอะไรสักอย่าง คุณต้องมั่นใจก่อนว่าการลงทุนนั้นจะคุ้มค่า

ลองคำนวณ Lifetime Value หรือมูลค่าตลอดชีพของลูกค้าใหม่ที่จะตอบแทนแบรนด์ และเทียบกับเงินทุนที่ต้องใช้เพื่อรักษาลูกค้าเหล่านั้นไว้ หลักการง่าย ๆ สามารถเริ่มได้จากการคำนวณว่า 100 บาทที่ลงทุนกับ SEM ต้องสร้าง Lifetime Value อย่างน้อย 300 บาท ถ้าทำได้ แคมเปญของคุณจะคืนทุนได้อย่างรวดเร็ว และยิ่งดีขึ้น ๆ ตามกาลเวลา

แต่ถ้าคิดว่าไม่สามารถรับผลตอบแทน 3 เท่าจากที่ลงทุนใน SEM ถ้ากรณีนี้ SEO น่าจะเหมาะสมมากกว่า แม้ว่าผลตอบแทนจะไม่ช้า แต่จะสามารถประหยัดงบประมาณได้มากกว่าในระยะยาว

3. พร้อมทุ่มเงินลงทุนได้เท่าไร?

หลักการที่กล่าวไปข้อข้างต้นนั้นอยู่บนฐานที่ว่าคุณสามารถลงทุนเงินจำนวนมากพอที่จะทำให้แผนการตลาดประสบความสำเร็จ น่าเสียดายที่หลาย ๆ แบรนด์นั้นเริ่มต้นธุรกิจด้วยฝันใหญ่โตแต่มีงบที่จำกัด ซึ่งสองอย่างนี้เมื่อมาอยู่ด้วยกันแล้วก็ดูไม่ค่อยจะดีสักเท่าไหร่

โดยทั่วไป งบประมาณการทำ SEO ของธุรกิจขนาดเล็กที่เหมาะสมควรอยู่ที่ประมาณ 1,000-2,000 ดอลลาร์ต่อเดือน ในขณะที่งบของ SEM ที่เหมาะสมอยู่ที่ 7,500 ดอลลาร์ต่อเดือน

คุณอาจประสบความสำเร็จด้วยงบจำกัดขึ้นอยู่กับธุรกิจของแบรนด์คุณ แต่โดยทั่วไปก็จะได้ตอบแทนแค่เท่าที่ลงทุนไปเท่านั้น หากไม่สามารถจ่ายเงินก้อนเพื่อทำ SEM ให้ดี สุดท้ายก็อาจกลายเป็นการผลาญงบใน Search Marketing ซึ่งเป็นช่องทางการตลาดที่ควรจะให้ผลตอบแทนที่ดี เพียงเพราะไม่สามารถจ่ายได้มากพอ

4. ต้องการเห็นผลเร็วแค่ไหน?

คำถามนี้สำคัญที่สุดเวลาเถียงกันเรื่อง SEM กับ SEO เพราะการทำ SEO ต้องใช้เวลายาวนาน อาจหลายสัปดาห์หรือเป็นเดือน แต่แคมเปญ SEM นั้นพร้อมจะรันได้ตลอดเวลา

หากมีเวลารอ 3-6 เดือนเพื่อเห็นผลของแคมเปญ SEO จะให้ผลตอบแทนที่คุ้มค่าและประหยัดกว่า SEM แต่ว่าถ้าต้องการผลแบบปัจจุบันทันด่วน SEM คือทางที่ใช่ของคุณ ท้ายที่สุดแล้ว นี่คือหัวใจของ Search Engine Marketing เพราะคุณต้อง Pay-to-win

แม้ว่าจะมีเวลารอให้ผลของ SEO งอกเงย คุณอาจต้องการใช้ SEM เพื่อทดสอบขอบเขตการมองเห็นของแผนงาน SEO ไปพร้อม ๆ กัน หากโฆษณา SEM ไม่ให้ผลตอบแทนเท่าที่ควรแล้ว SEO ก็คงไม่ต่างกัน

แนวทางของเรา: ลงทุนทั้งคู่เลย

โฟกัส SEO ก่อน

SEO จะเป็นพื้นฐานของ SEM ด้วยคอนเทนต์คุณภาพที่ลูกค้าน่าจะได้ประโยชน์ หากไม่มีคอนเทนต์ที่ถูกปรับแต่งสำหรับ SEO เหล่านี้ การทำ SEM ก็อาจเหมือนเอาเงินไปทิ้ง เนื่องจากเว็บไซต์จะมีคุณภาพต่ำ และทำให้การไต่อันดับใน Search Engine ยิ่งยากขึ้นไปอีก

ต้องหันไปโฟกัส SEM ตอนไหน?

หากคุณเพิ่งสร้างเว็บไซต์เสร็จและต้องการเริ่มต่อยอดทาง Search Engine เพื่อส่งเสริมการขายสินค้าหรือบริการละก็ คุณอาจต้องการไปปรากฏในหน้าผลการค้นหาของผู้ใช้ก่อนจนกว่าจะสามารถสร้าง Organic Authority ได้ เพื่อการนี้คุณสามารถใช้แคมเปญ PPC ที่มีระเบียบแบบแผนได้ แต่แน่นอนว่าในระยะยาวคุณไม่สามารถใช้ PPC ได้ตลอดไป ท้ายที่สุดก็ต้องสร้างคอนเทนต์ดี ๆ ที่ผู้ใช้จะเข้ามาอ่านหลังเข้ามาเยี่ยมชมเว็บไซต์แล้วอยู่ดี

ลองพิจารณาว่าอย่างไหนที่จะตอบโจทย์ในช่วงนั้นมากกว่า แต่ต้องมั่นใจว่าคุณเข้าใจความแตกต่างของ SEM กับ SEO และจะวางแผนอะไรในขั้นต่อไปให้ดี

ต้องการตัวช่วยด้าน Search Engine Optimization หรือเปล่า?

หากแบรนด์ของคุณต้องการความช่วยเหลือในการเริ่มทำ SEM กับ SEO ทีมงานมืออาชีพที่ Sphere พร้อมให้คำปรึกษาในการปรับแต่งเว็บไซต์ของคุณให้ไต่อันดับท่ามกลางการแข่งขันในตลาด Search Marketing ที่ดุเดือด อ่านรายละเอียดบริการ Google Ads และ บริการ SEO ของเรา และ ติดต่อมาได้เลย

แชร์บทความนี้: 
โดย Napat Charoengun วันที่ มกราคม 22, 2021

เกี่ยวกับเรา

Sphere Agency คือดิจิทัลเอเจนซี่ใจกลางกรุงเทพฯ ที่ช่วยให้แบรนด์สานความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้น สร้างคุณค่าและความประทับใจกับกลุ่มลูกค้ายุคดิจิทัลที่เชื่อมต่อกันอย่างไม่หยุดนิ่ง เราให้บริการครบวงจรโดยแตกยอดจากอินไซต์ เพื่อหากลยุทธ์ที่เหมาะสมกับแบรนด์ของคุณในโลกที่พร้อมเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *

All our secret for free!

Joining this list will be your best decision ever. We send monthly emails with insights, stats, case-studies and hacks for getting more traffic and conversions.
X